[SF]Love Concerto*YUSU
posted on 03 Dec 2008 21:00 by scuro-sky[SF]Love Concerto*YUSU
เสียง+ทำนอง+ความรัก=เพลงรัก
Title: Love Concerto
Writer: [M]il2aio
Category: Romance
Paring: Yu*Su
Theme Song: http://www.youtube.com/watch?v=G5kc5IxtbBk A Love concerto
http://www.youtube.com/watch?v=cSEiWgUIjo4 Rachmaninoff เพลงที่ปาร์คเล่นเจ้าค่ะ แอบจิ้นท่านจิอากิเป็นปาร์คจะได้อารมร์มากกกก
NOTE: ดูรูปเซทBonjour Paris ประกอบ จะได้อารมณ์มากเจ้าค่ะ
หมายเหตุ: ภาษาที่พูดในเรื่อง เป็นภาษาฝรั่งเศสกับเยอรมัน ซึ่งการสะกดจะต่างจากภาษาอังกฤษค่ะ
………………………………………
เสียงหวานใส...ขับร้องขานประโยค...แปรเปลี่ยนเป็น...บทเพลงแว่วหวาน...
ตัวโน๊ตนับร้อยพัน....บรรเลงขับกล่อม...แปรเปลี่ยนเป็น....ท่วงทำนอง...
สองสิ่งรวมกัน...เพลงของเรา...
เพลงของความรัก....
........................................................
รถไฟสายด่วนจากออสเตรียมุ่งหน้าสู่ฝรั่งเศสแล่นฉิว ผ่านทิวทัศน์ชนบททุ่งหญ้าสีเขียวขจีสลับทิวเขาขณะที่ท้องฟ้ายามเย็นแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแสด เตรียมลาลับขอบฟ้าให้ดวงจันทร์เข้ามาแทนที่ ถึงกระนั้นรถไฟยังคงแล่นต่อไป ข้ามหลากหลายประเทศถิ่นยุโรปเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง
ชายหนุ่มชาวเอเชียนั่งอยู่ในโบกี้นอนระดับหรู แม้จะเป็นเพียงแค่รถไฟสายด่วน แต่ถือได้ว่าโบกี้ที่เขาอยู่นี้ ดูดีกว่าที่นั่งระดับชั้นกลางที่ต้องเบียดเสียดกันเป็นไหนๆ
ถ้าเป็นการเดินทางคราวอื่นๆ เขาคงจะไม่มีวันเจียดกระเป๋าจ่ายค่าโบกี้รถไฟราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้แน่ เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาต้องการสมาธิเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน
การเดินทางไปฝรั่งเศสคราวนี้ เป็นการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลจากสมาคมศิลปะและการดนตรีของฝรั่งเศส เพื่อเป็นใบเบิกทางก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกับวงดนตรีคลาสสิกชื่อดัง
เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มวางมือจากกระดาษบรรทัดห้าเส้นที่เต็มไปด้วยรอยขีดฆ่า ทอดสายตาพยายามมองออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อเก็บภาพความทรงจำครั้งสุดท้าย ก่อนที่รถไฟจะเคลื่อนผ่านดินแดนแห่งเสียงดนตรี ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาดนตรีให้กับเขา จนมีดีกรีเป็นถึงนักเปียโนระดับโลก
ลาก่อนออสเตรีย....
......................................................
"Bonjour Junsu!!"
เสียงหญิงสาวชาวปารีเซียงเอ่ยทักทายเพื่อนข้างห้อง ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะกลับเข้าไปช่วยเจ้าของที่พักจัดเตรียมห้องใหม่สำหรับผู้มาเยือนจากเมืองไกล ค่อนข้างจะวุ่นวายเสียหน่อย เพราะกว่าจะขยับเจ้าแกรนด์เปียโนตัวใหญ่ให้อยู่กับที่กับทางได้เล่นเอาเสียหมดแรง
"Merci tellement Junsu" ผู้ดูแลกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายเป็นภาษาฝรั่งเศสเบาๆเพราะความเหนื่อย
"ca ne fait rien " ร่างเล็กตอบกลับว่าไม่เป็นไรอย่างยิ้มแย้ม จัดแจงถอดผ้ากันเปื้อนพลางหยิบแว่นสายตาที่วางไว้ขึ้นมาสวม ก่อนจะเดินออกจากห้องข้างๆกลับไปยังห้องพักของตนเอง
หน้าต่างบานใหญ่ถูกเปิดออกรับสายลมเย็นสดชื่นของปารีสยามหน้าร้อน ดินแดนน้ำหอมที่ขึ้นชื่อทั้งความโรแมนติกและแฟชั่นระดับโลก ฤดูร้อนทางยุโรปอากาศเย็นสบายกว่าทางเอเชียนัก เพราะอุณหภูมิจะขึ้นมาประมาณสิบกว่าองศาจากหน้าหนาว ทำให้รู้สึกอุ่นสบาย
วันนี้บรรยากาศบริเวณทางลงสถานีรถไฟเมโทรยังคงคึกคักเหมือนเช่นทุกวันไม่ต่างจากวันแรกที่เขามาอาศัยอยู่ที่นี่ เหล่าคนทำงานต่างกุลีกุจอเร่งรีบเพื่อที่จะเข้าบริเวณเมืองใหม่ให้ทันเวลางาน ผิดกับบางคนที่เดินทอดน่องชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์
ห้าปีก่อนจุนซูสอบได้ทุนด้านการออกแบบและงานศิลปะจากสมาคมศิลปะและดนตรีของที่นี่ จึงจับพลัดจับผลูย้ายสำมะโนครัวมาปักหลักอยู่ปารีสไปโดยปริยาย ตอนนี้เขาก็รับออกแบบและจัดงาน EVENT ให้กับทางองค์กรต่างๆ จนมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง
ปีนี้ทางสมาคมได้จัดการแข่งขันประกวดความสามารถด้านดนตรีและศิลปะ ซึ่งใช้กรรมการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกมาร่วมตัดสิน เวลานี้เหล่านักดนตรีและศิลปินจึงหลั่งไหลเข้ามาในปารีสมากเป็นพิเศษ
ได้ข่าววงในแว่วมาว่า ปีนี้จะมีนักเปียโนฝีมือดีติดอันดับโลกมาร่วมแข่งขันเพื่อจัดอันดับในปีนี้กันเสียใหม่ เป็นอีกงานหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับคนหลงใหลคลั่งไคล้เสียงเปียโนอย่างเขา
ร่างเล็กบิดขี้เกียจไล่ความเหนื่อยล้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งประจำที่โต๊ะทำงาน แบบร่างของสถานที่จัดการแข่งขันถูกนำขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนปลายดินสอจะจรดลงไปวาดสิ่งที่ต้องการอีกสองสามแห่งเพื่อเป็นการปิดท้าย ก่อนจะออกจากห้องพักไปตรงไปยังที่จัดการแข่งขันของสมาคม
...........................................
เสียงประกาศจากรถไฟแปรเปลี่ยนจากภาษาเยอรมันอันคุ้นหูเป็นภาษาฝรั่งเศสที่พอจะจับความได้อยู่บ้าง ชายหนุ่มสะพายกระเป๋าสัมภาระใบโตขึ้นไพล่หลัง พลางหยิบสมุดบันทึกนัดหมายขึ้นมาเพื่อดูสถานที่พักของตนที่ได้ทำการติดต่อไว้ก่อนแล้ว พลางตรงลิ่วไปยังที่จอดแท็กซี่เพื่อออกเดินทางต่อไป
ครัวซองหอมกรุ่นถูกส่งให้นักดนตรีหนุ่มเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ จากคนขับวัยกลางคน แทนคำขอบคุณที่เลือกใช้บริการ
ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องไม่สูงนัก ตัวอาคารต่างๆถูกตกแต่งให้กลมกลืนกับบรรยากาศของเมืองแห่งศิลปะ คุณลุงเอ่ยชื่อสถานที่สำคัญเบาๆเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นประตูชัย หอไอเฟล หรือเสาหินโอเบลิกส์อายุกว่าหลายพันปี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชายหนุ่มได้ไม่น้อย
จากถนนเส้นใหญ่ค่อยๆตีแคบลงเป็นตรอกซอกซอย หมู่มวลอาคารบ้านช่องเบียดตัวประชันความสวยงามกันสองฟากถนน ก่อนรถจะหยุดลงเมื่อถึงที่หมาย
ห้องชุดที่เขาเช่าไว้กินพื้นที่ไปเสียหนึ่งบล็อกถนน ดูเผินๆเหมือนโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ห่างไปไม่ไกลนักเป็นสถานีรถไฟเมโทร บรรยากาศไม่จอแจนัก แต่ดูสะดวกสบาย
ที่ประตูกระจกขอบสีขาวบานใหญ่ กริ่งประตูนับสิบอันถูกติดไว้พร้อมกับหมายเลขห้อง ซึ่งประตูจะเปิดเมื่อเจ้าของกดกริ่งพร้อมกับเสียบกุญแจห้องลงไป หรือไม่ก็กดกริ่งอันใหญ่ที่ติดตั้งไว้ใกล้ๆกับโคมไฟ เพื่อเรียกผู้ดูแลให้มาเปิด ชายหนุ่มใช้นิ้วกดมันเบาๆ เสียงฝีเท้าสาวเร็วๆเข้ามาใกล้ ก่อนประตูจะเปิดออก
"Mr.Park bienvenu!!!" ผู้ดูแลสาววัยกลางคนเอ่ยทักทายชายหนุ่ม ที่ส่งรูปมาพร้อมประวัติการจอง ที่เธอจำได้อย่างแม่นยำ
"Bonjour Madame" ชายหนุ่มกล่าวแย้มยิ้ม แม้สำเนียงจะติดไปทางเยอรมันเสียมาก แต่ก็เรียกร้อยยิ้มจากเจ้าบ้านได้มากพอดู
เขาเดินตามเธอขึ้นบันไดวนไปยังห้องพัก ที่นี่ไม่มีลิฟต์เพราะสูงแค่สี่ชั้น ชั้นหนึ่งมีประมาณสามห้อง ส่วนห้องของเขาอยู่ชั้นบนสุด
มาดามเจ้าบ้านบ่นเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องห้องที่เขาขอร้องหนักหนาว่าขอให้มีเปียโนอยู่ในห้องด้วย เจ้าหล่อนว่าเป็นภาษาอังกฤษปนฝรั่งเศสปนเยอรมันรวมกันงูๆปลาๆเพื่อให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าเธอเสียเวลาจัดเปียโนให้เข้าที่ไปมากขนาดไหน
ผู้ดูแลส่งกุญแจให้ชายหนุ่ม ก่อนจะบอกให้เขาพักผ่อนตามสบาย ภายในห้องประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ตรงกลางมีแกรนด์เปียโนหลังใหญ่ตั้งตระหง่าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆทั้งในครัว ห้องนอน และห้องนั่งเล่น เป็นโทนสีน้ำตาลอ่อนดูผ่อนคลาย ถือว่าคุ้มแสนคุ้มกับค่าเช่าที่เสียไปหลายยูโร สำหรับห้องหนึ่งห้องที่สะดวกกว่าและสงบกว่าโรงแรมห้าดาวในย่านเมืองใหม่เป็นไหนๆ
เสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางถูกจัดใส่ในตู้เสื้อผ้า ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกนำมาวางบนโต๊ะก่อนจะอ่านคร่าวๆเพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และการแข่งขัน ก่อนจะตรงไปยังเปียโนเพื่อซ้อมเพลงที่จะใช้ประกวดเสียหน่อย
พลันปลายนิ้วสัมผัสกับแป้นคีย์ ไล่บันไดเสียงขึ้นลงอย่างช่ำชองก่อนจะเริ่มลงมือเล่น...
.........................................................
สถานีรถไฟเมโทรยามบ่ายคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่างเดินทางเข้ามาหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยามบ่ายร่างเล็กที่เพิ่งเสร็จจากการจัดตกแต่งสถานที่เดินออกจากรถไฟใต้ดินขบวนยาว ก่อนที่รถเมโทรจะเคลื่อนสู่สถานีปลายทางต่อไป
ได้ยินเสียงเปียโนดังแผ่วมาจากที่ไหนสักแห่ง แม้จะเบามากเมื่อเทียบกับเสียงในสถานีรถไฟอันแสนจอแจอึกทึก ถึงกระนั้นร่างเล็กก็สามารถแยกแยะเสียงได้ อาจเป็นเพราะต้องเรียนวิชาดนตรีพื้นฐานมาตั้งแต่เด็กกระมัง ทำให้เขาสามารถแยกเสียงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆได้ ถึงแม้จะไม่เคยสัมผัสลองเล่นดูสักครั้ง
ปลายเท้าเดินตามหาต้นเสียงขึ้นไปยังถนนคนเดินด้านบน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปใกล้ที่พักของตนเองมากขึ้น เสียงนั่นยิ่งดังขึ้น เป็นท่วงทำนองของเพลงคลาสสิกอันแสนคุ้นหู สะกดให้ผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงนั่น จุนซูหยุดอยู่หน้าอาคารที่พักของตนเอง หลับตาลงช้าๆเป็นการตั้งสมาธิ
ดังมาจากข้างบนนั้นเอง...
หลังจากจัดการกดกริ่งเอากุญแจเสียบให้ประตูเปิดเรียบร้อย ร่างเล็กตรงดิ่งไปยังห้องพักของตน เปิดหน้าต่างออกรับลม ก่อนจะก้าวออกไปยินที่ระเบียง
เสียงเปียโนนั่นดังมาจากห้องข้างๆที่เขาไปช่วยมาดามเคลื่อนเปียโนเมื่อเช้า เจ้าของห้องคงมาถึงแล้วสินะ อยากรู้จังเลยว่าเจ้าของห้องจะเป็นคนยังไง ถึงได้เล่นเปียโนได้เพราะถึงขนาดนี้
ทำนองจังหวะหวานหูดังขึ้นเป็นเพลงรักหวานที่ไม่ได้ยินมาเสียนาน A Love's Concerto สัมผัสได้ถึงอารมณ์ผ่านตัวโน๊ตที่ผู้เล่นต้องการสื่อ สื่อถึงความรักที่สดใส อดไม่ได้ที่จุนซูจะร้องตามอยู่ตรงระเบียงห้องนั่นเอง
………………………………….
"How gentle is the rain that falls softly on the meadow Birds high up on the trees Serenade the clouds with their melodies…"
ร่างสูงที่กำลังบรรเลงบทเพลงนี้ด้วยเปียโนนิ่งไปครู่หนึ่ง
เสียงใครกันนะ...
ชายหนุ่มละจากเปียโนตัวใหญ่ พลางเดินไปที่ระเบียงห้อง เสียงกังวานไพเราะนั่น ดังมากจากห้องข้างๆ แม้เสียงเปียโนจะขาดช่วงไปนานแล้วเจ้าของเสียงยังคงร้องต่อไป
เพราะชะมัด...
ตั้งแต่ร่ำเรียนวิชาดนตรีอยู่ที่เวียนนา ได้ฟังได้ชมการแสดงและการร้องเพลงมาก็มาก ไม่เคยได้ยินเสียงใครดึงดูดใจเท่าเสียงนี้มาก่อน เสียงกังวานใส ทรงพลังโดยไม่ต้องใช้เทคนิคในการเปล่งเสียง นับว่าหายากเหลือเกินในปัจจุบัน ยูชอนก้าวออกมาที่ระเบียงห้องเพื่อยลโฉมเจ้าของเสียงนั่น
"Oh, see there beyond the hill the bright colors of the rainbow some magic from above made this day for us just to fall in love…"
ร่างเล็กเรือนผมสีน้ำตาลแดงยืนทอดอารมณ์อยู่ที่ระเบียงใกล้ๆ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้างพลางขับร้องเพลงต่อไป แม้จะไร้เสียงเปียโนนำเป็นจังหวะ ดวงตาใต้กรอบแว่นหรี่ลงแทบจะเป็นเส้นตรงเพราะรอยยิ้มนั่น รอยยิ้มที่สะกดสายตานักดนตรีหนุ่ม ทำให้หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
เหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าถูกใครคนหนึ่งจ้องมองอยู่ ใบหน้าหวานหันมามองชายหนุ่มแปลกหน้าที่อยู่ ณ ระเบียงอีกห้อง ยูชอนกลืนน้ำลายหนืดลงคอ จะโดนด่าไหมหนอ มาแอบฟังเขาร้องเพลงแบบนี้
ผิดคาด คนตัวเล็กกลับยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม
"Guten Tag" ร่างเล็กกล่าวทักทายเป็นภาษาเยอรมันกระท่อนกระแท่น ชายหนุ่มยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะรัวภาษาเยอรมันแนะนำตัวเองออกมาเป็นชุด จนร่างเล็กส่ายหน้าไวๆ
"ผมพูดได้แค่ทักทายเท่านั้นละครับ" เจ้าตัวว่าพลางหัวเราะออกมาแก้เขิน
"ผมก็นึกว่าคุณเก่งภาษาเยอรมันเสียอีก" ยูชอนกล่าวตอบด้วยภาษาบ้านเกิด ที่ไม่ได้พูดมาเสียนาน
"เป็นคนเกาหลีเหรอครับเนี่ย ดีจังเลย ผมอยู่ปารีสมาหลายปีคุณเป็นคนที่สามที่ผมเจอนี่ละ"
"ครับ จะว่าไปก็ไม่ได้พูดเกาหลีเสียนาน ไปอยู่เวียนนาตั้งแต่เด็ก ก็ลืมๆภาษาบ้านเกิดไปบ้างเหมือนกัน"
"ผมคิม จุนซูครับ ยินดีที่ได้รู้จัก" อีกฝ่ายกล่าว ช่องว่างระหว่างระเบียงเบื้องล่างไม่กว้างนัก ทำให้สามารถยืนมือมาให้อีกฝ่ายจับได้ ชายหนุ่มจับมือร่างเล็กพลางเขย่าเบาๆเป็นการทักทายแบบตะวันตก
"ผมปาร์ค ยูชอน ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ"
.................................................
สายลมแรงพัดผ่านต้านการเคลื่อนของจักรยานทั้งสองคันขณะเคลื่อนไปข้างหน้าตามเส้นทางชมทัศนียภาพของเมืองเก่า หลังจากคุยกันถูกคอไม่นานจุนซูก็เป็นฝ่ายชวนเขาออกมาเที่ยวในฐานะเจ้าบ้าน
เพราะเป็นวันอาทิตย์รถราจึงไม่คับคั่งเหมือนวันธรรมดา ทางการจะปิดถนนบางเส้นเพื่อใช้เป็นถนนคนเดินให้ชาวปารีเซียงทั้งหลายที่เหนื่อยจากการทำงานมาทั้งอาทิตย์มาพักผ่อน เด็กๆวิ่งเล่นไล่จับกันเต็มถนนอย่างไม่กลัวว่ารถราจะชน
ผู้เป็นเจ้าบ้านปั่นจักรยานนำหน้าไปก่อน แต่ทิ้งระยะห่างไม่ไกลนัก หันกลับมามองหนุ่มจากเวียนนาบ้างเป็นระยะ ถึงแม้จะปิดถนนบางสาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถผ่านไปมาบ้าง ชื่อเสียงการขับรถของคนที่นี่ไม่ปราณีใครพอๆกับการขับรถของคนกรุงเทพที่เมืองไทยนั่นล่ะ
"ที่เห็นอยู่ข้างๆเขาเรียกว่าแม่น้ำแซน ถ้าข้ามสะพานไปจะเป็นใจกลางเมืองเก่า" จุนซูว่า
"เราจะผ่านหอไอเฟลไหมครับ" ร่างสูงตะโกนถามไล่หลัง ร่างเล็กพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสนใจกับจักรยานของตนเองต่อ
ทิวทัศน์สองข้างทางของปารีส เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงแค่ปูนปั้น ผ้าใบวาดสีน้ำมัน หรือเสียงดนตรี กลับรู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติ กลิ่นไอดิน ดอกไม้ใบหญ้าลอยอยู่ในอากาศ สมกับเป็นฤดูร้อน ไม่ต่างจากเวียนนาที่เขาจากมาเท่าไหร่นัก
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าหอไอเฟล สัญลักษณ์ที่แพร่หลายไปทั่วโลกของเมืองน้ำหอมแห่งนี้ เหล็กดัดโค้งยาวยึดเป็นหอคอยสูงเสียดฟ้า ผลงานชิ้นเอกของกุสตาฟ ไอเฟล จุนซูชะลอความเร็วลงให้ผู้มาเยือนสัมผัสบรรยากาศและเฝ้ามองสัญลักษณ์แห่งปารีสให้สมใจอยาก
"ยูชอนรู้รึเปล่า ถึงหอไอเฟลจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองก็เถอะ บางคนก็ไม่ชอบมัน สมัยก่อนเกือบจะโดนโค่นทิ้งด้วยซ้ำ แต่ฉันชอบนะ ขนาดญี่ปุ่นยังเอาไปสร้างโตเกียวทาวเวอร์ แสดงว่าของเขาดีจริง" มัคคุเทศก์จำเป็นว่า พลางหัวเราะเบาๆ
นักดนตรีหนุ่มเห็นด้วยกับที่ร่างเล็กว่า มองหอไอเฟลสลับกับมองไปข้างหน้าบนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่โฟกัสสายตากลับจับจ้องเพียงคนๆเดียว
อาจเป็นเพราะหลงใหลในน้ำเสียง หลงใหลในรอยยิ้มของร่างเล็กผู้นี้ก็เป็นได้ เพียงแค่ยิ้มเท่านั้น หัวเราะเท่านั้น ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาเป็นกอง
"ยูชอนระวัง!!" ร่างเล็กหันมาเตือนคนที่กำลังมองเหม่อจนลืมสังเกตไปว่าพื้นต่างระดับ
"เหวอ!!!"
เสียงโครมล้มลงกระแทกพื้นดังลั่น เรียกความสนใจของคนทั้งถนนให้จับจ้องชายหนุ่มสัญชาติเกาหลีที่ส่งตรงจากเวียนนาที่นอนกองอยู่กับพื้น พร้อมกับจักรยานเจ้ากรรมที่แอ้งแม้งอยู่เคียงข้าง ใบหน้าหล่อเหลากระทบกับพื้นคอนกรีตอย่างจัง ทั้งเจ็บทั้งอายแต่ไม่สามารถลุกขึ้นได้เพราะระบมหนัก ยังดีที่ว่ารอบข้างไม่ได้หัวเราะ แต่ก็ไม่ยื่นมือมาช่วยเช่นกัน
"เป็นอะไรมากรึเปล่า" จุนซูจอดจักรยานไว้ใกล้ๆพลางวิ่งรี่เข้ามาหา คนตัวเล็กหิ้วปีกอีกฝ่ายให้ไปนั่งที่ร้านกาแฟใกล้ๆก่อนจะจูงจักรยานทั้งสองคันตามมา
นายมันงี่เง่า ปาร์ค ยูชอน!!!
มาปารีสวันแรกยังไม่ทันได้ขึ้นเวทีประกวดก็เจ็บตัวเสียแล้ว เจ็บตัวยังไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจสิยิ่งกว่า ล้มที่ไหนไม่ล้ม ดันมาล้มกลางถนนหน้าหอไอเฟล แถมต่อหน้าจุนซูอีกตะหาก!!
มัคคุเทศก์ประจำทริปสั่งเครื่องดื่มเป็นภาษาฝรั่งเศสอย่างคล่องแคล่ว กาแฟร้อนกับน้ำแข็งเปล่าถูกนำมาวางที่โต๊ะในเวลาไม่นานนัก
"ขอผมดูหน่อย" ร่างเล็กว่า ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็ถลกกางเกงสแล็กของอีกฝ่ายขึ้น
"ไม่ต้องหรอกครับจุนซู ไม่เจ็บเท่าไหร่" ร่างสูงว่าเพราะเกรงใจอีกฝ่าย แต่พอมือเล็กๆแตะบนบริเวณที่ช้ำบวมเท่านั้นล่ะ เจ้าตัวเผลอร้องโอ้ยขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ร้องขนาดนี้ใครว่าไม่เจ็บละครับ" จุนซูกล่าว
น้ำแข็งก้อนเล็กๆถูกวางบนผ้าเช็ดหน้าลายสก๊อตสีครีมก่อนจะประคบบริเวณที่บวมช้ำ บรรเทาความเจ็บได้ไม่มากนักแต่ทำให้รู้สึกดีขึ้น
"นั่งจิบกาแฟไปก่อนนะ ผมจะไปซื้อยามาให้" เจ้าตัวว่าก่อนจะปั่นจักรยานออกไป
ผู้ประสบเหตุนั่งจิบกาแฟหอมกรุ่นที่อีกฝ่ายสั่งให้ ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มออกมา อีกมือหนึ่งยังคงจับผ้าเช็ดหน้าของอีกฝ่ายประคบที่ขาบวมช้ำของตน
หัวใจเต้นเร็วเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ...
แม้ตัวเองจะขายหน้า จะเจ็บตัว...
กลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก...
นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า...
.
.
.
.
อาการตกหลุมรัก...
.............................................
ร่างเล็กผู้จัดตกแต่งสถานที่กำลังตระเตรียมพับจีบผ้าม่านบนเวทีใหญ่ ก่อนจะให้ลูกน้องสานงานต่อ พลางเดินออกมาคว้าแบบร่างที่ทำไว้ออกมาดูเปรียบเทียบกัน ระหว่างจัดการเรื่องแสงไฟกับเพลงที่จะใช้เปิดประกอบการแสดงบัลเลย์ เจ้าตัวก็ร้องเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี
"Now I belong to you from this day until forever just love me tenderly and I'll give to you every part of me…"
"อารมณ์ดีจังนะเรา" เสียงของรุ่นพี่ที่คุ้นเคยดังขึ้น ร่างเล็กหันกลับไปมอง
"พี่แจจุงมาได้ยังไงฮะ"
แจจุงเป็นนักศึกษารุ่นพี่ที่ได้รับทุนจากสมาคมให้เรียนด้านดีไซน์เนอร์ ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวก็มีหน้ามีตาในบริษัทแฟชั่นแนวหน้า เรือนผมสีทองสว่างเป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าใครๆก็หลงใหล อีกบุคลิกแสนมั่นใจของเจ้าตัว เป็นสิ่งดึงดูดทั้งสาวน้อย ชายหนุ่มให้หลงใหลได้ปลื้มมานักต่อนัก ส่วนเขาก็นับถือในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่ง
เพราะพี่แจจุงมีนายแบบหนุ่มเป็นเจ้าของแล้วนะสิ!!
"อาจารย์น่ะสิสั่งให้พี่มาดูแลเรื่องเสื้อผ้าตอนพิธีเปิด เสร็จแล้วก็เดินมาหาเรานี่ล่ะ มีเรื่องอะไรดีๆใช่มั้ยล่ะ บอกพี่มานะ" ผู้เป็นรุ่นพี่ว่าหยอก
"เปล่านะฮะ!!!" ร่างเล็กตะโกนกลับทันควัน มีหรือหน้าแดงๆเหมือนลูกเชอร์รี่นั่นจะหลบสายตาแหลมคมของแจจุงได้
"คิม จุนซูกำลังอินเลิฟ!!" แจจุงกล่าวเสียดัง ดีที่เป็นภาษาเกาหลีคนฟังเลยไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่คนที่ถูกอ้างอึงถึงหน้าแดงไปถึงใบหูแล้ว
"พี่อ่ะ!!พูดอะไรบ้าๆ เดี๋ยวผมก็เอาเรื่องที่พี่คบกับพี่ยุนโฮไปแฉซะเลย" จุนซูขู่กลับ แจจุงได้แต่หัวเราะเบาๆ
ใครกันหนอคนที่โชคดีคนนั้น...คนที่ทำให้คิม จุนซูหลงรักได้...
…………………………………
"ฮัดเช้ย!!!"
ระหว่างซ้อมเปียโนช่วงเช้า อยู่ๆเขาก็จามขึ้นมาเสียเฉยๆ ตอนนี้แผลที่ได้จากการทัวร์ดูหอไอเฟลครั้งแรกหายเป็นปลิดทิ้ง ด้วยยาวิเศษของคนพิเศษ นึกถึงทีไรก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้...
วันประกวดใกล้เข้ามาทุกที แต่ยูชอนกลับไม่รู้สึกกังวลใจอะไรนัก อาจเป็นเพราะร่างเล็กที่เข้ามาในชีวิตเขาไม่นานมานี้กระมัง
บ่ายนี้หลังจากจุนซูเสร็จงาน เจ้าตัวสัญญาว่าจะพาเขาไปทัวร์ชองเซลิเซ กับไปตามรอยรหัสลับดาวินซีที่พิพิธภัณฑ์ลูฟ ตบท้ายด้วยไปทานอาหารเกาหลีที่ไม่ได้กินมานานที่ไชน่าทาวน์
นี่ก็สิบโมงแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น..
เขากลายเป็นพวกนั่งนับวันเวลาเมื่อไหร่กันนะ กระวนกระวายไม่สมเป็นเขาเลย ร่างเล็กที่เจอกันเพียงไม่กี่วัน มีอิทธิพลกับเขาขนาดนี้เชียวเหรอ...
................................................
พาหนะสำหรับการทัวร์รอบเมืองครั้งที่สองนี้เป็นรถไฟใต้ดินกับสองเท้า เพราะจุนซูกลัวว่ายูชอนจะขับจักรยานแล้วล้มไม่เป็นท่าเหมือนคราวก่อน จึงตัดสินใจพาเที่ยวชองเซลิเซด้วยการเดินดีกว่า
แน่ล่ะ พอเดินกันไปเป็นคู่ สองเท้าเดินทอดน่องบนพื้นคอนกรีต บรรยากาศรอบข้างออกจะดีขนาดนี้ อดไม่ได้ที่จะชวนอีกฝ่ายคุย
"ยูชอนเป็นนักเปียโนเหรอครับ" ร่างเล็กเอ่ยถาม
"ครับ พ่อกับแม่ผมเป็นวาทยกรแต่ท่านเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็ก เพราะถูกปลูกฟังให้รักดนตรีละมั้งครับ ผมเลยขอให้พ่อบุญธรรมของผมส่งมาเรียนที่นี่ตั้งแต่นั้น เครื่องดนตรีอื่นๆตอนเรียนปีแรกๆก็ได้จับมาบ้าง แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นเปียโน สุดท้ายเลยเรียนเอกเปียโนน่ะครับ" นักดนตรีหนุ่มตอบ
"งั้นก็มาที่นี่เพื่อแข่งจัดอันดับสินะครับ"
"ใช่ครับ อาจารย์ส่งผมไปแข่งกวาดรางวัลมาหลายประเทศแล้ว แต่ไม่ได้มาแข่งจัดอันดับจริงๆจังๆเสียที ตอนนี้เรียนจบแล้วก็เลยสมัครมาเองครับ"
ดวงหน้าหวานขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง ยูชอนแอบลอบมองอย่างพึงใจ คิดอะไรของเขาอยู่นะ?
"แล้วจุนซะละครับ ทำไมถึงมาอยู่ที่ปารีสได้ล่ะ" ร่างสูงเอ่ยถามบ้าง
"เด็กๆผมเป็นคนชอบออกแบบโน่นนี่ไปทั่วนะครับยกเว้นเสื้อผ้า เสื้อผ้านี่ต้องยกให้รุ่นพี่ผมเขา ผมสอบชิงทุนของสมาคมได้เลยมาเรียนออกแบบที่นี่ มานี่แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเลือกไม่ผิด เพราะผมได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ"
ดวงตาเรียวเล็กเป็นประกายอย่างประหลาด ดูฉายแววมุ่งมั่น พร้อมกับรอยยิ้มมั่นใจ โดยมีทิวทัศน์ของย่านมองต์มาร์ตเป็นฉากหลัง อีกบุคลิกหนึ่งที่ปาร์ค ยูชอนเพิ่งได้เห็น
"เดี๋ยวแวะซื้อดอกไม้กับหน่อยนะครับ" จุนซูกล่าว
"เอาไปทำอะไรเหรอครับ"
"ผมจะพายูชอน ไปเยี่ยมนักดนตรีระดับโลกไง"
……………………………………….
หากเอ่ยถึงสุสาน...นั่นคงเป็นสถานที่สุดท้ายที่ใครๆหลายคนจะไปเยี่ยมเยือน เพราะต่างที่ต่างถิ่นต่างมีเรื่องเล่า เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายไม่เหมือนกัน บ้างชวนสยองพองเกล้า บ้างทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกเมื่อเอ่ยถึง แต่ไม่ใช่สำหรับที่นี่
สุสานแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ผู้คนมากหน้าหนาตาเดินทางมาทำความเคารพบุคคลสำคัญของโลกหลายๆคน ที่ลมหายใจสุดท้ายเหือดหายไปก่อนจะนอนหลับอย่างสงบอยู่ ณ ผืนดินเบื้องล่าง ถูกจัดสรรไว้เป็นส่วนๆ ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือที่พักผ่อนสุดท้ายของคนตาย
ดอกไม้สีขาวช่อเล็กๆที่ซื้อติดมือมาถูกวางลงบนหลุมศพของนักดนตรีชื่อดังก้องโลก "โชแปง" ก่อนชายหนุ่มทั้งสองจะยืนสงบนิ่งเป็นการทำความเคารพครู่หนึ่ง
"เอาใจช่วยผมด้วยนะครับ" ยูชอนพูดออกมาเป็นภาษาเกาหลี จุนซูถึงกับหัวเราะออกมา
"โชแปงเป็นคนเยอรมันไม่ใช่เหรอ" ร่างเล็กว่า
"นั่นสินะ ผมลืมไป" ชายหนุ่มตอบ มือหนึ่งยกขึ้นเกาหลังคอเบาๆเป็นการแก้เขิน ก่อนจะกล่าวประโยคนั้นใหม่
" Beten Sie fur mich "
......................................................
ไชน่าทาวน์ยามค่ำคืนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน สองข้างทางเนื่องแน่นไปด้วยร้านอาหารทั้งจีน ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น อาหารแถบเอเชียถูกนำมารวมไว้ที่นี่ อีกทั้งร้านจำหน่ายเครื่องเทศ เครื่องหอม อุปกรณ์ และเครื่องปรุงสำหรับอาหารรสจัดจ้าน ที่ไม่คุ้นลิ้นคนยุโรปเท่าไหร่นัก
กิมจิจิเกหอมกรุ่นทั้งสองชามถูกนำมาเสริฟให้สองหนุ่มที่ท้องหิวเพราะเดินมาทั้งวัน ตั้งแต่มองต์มาร์ต ยัน ชองเซลิเซ จากชองเซลิเซ ย้อนมาพิพิธภัณฑ์ลูฟ ถ้าทำแบบนี้ทุกวันคงผอมเพรียวมากกว่านี้แน่
ได้ยินเพียงเสียงช้อนส้อมตักกิมจิจิเกพร้อมกับข้าวสวยเข้าปาก ตามมาด้วยเสียงเคี้ยวตุ้ยๆ ต่างคนต่างกินเลิกนึกถึงคนอื่นไปเสียชั่วคราว ก็เรื่องอื่นเรื่องเล็ก เรื่องปากท้องเรื่องใหญ่!!
แกงกิมจิสีจัดจ้านพร่องไปครึ่งชาม ร่างเล็กลอบมองอีกฝ่ายที่กำลังก้มหน้าก้มตากิน ถึงแม้จะหิวแต่ก็ยังคงรักษามารยาท
คนอะไรดูดีชะมัด...
ผมสีน้ำตาเข้ม บวกกับดวงตาขี้เล่นนั่น อีกนิสัยใจคอแสนสุภาพ แถมยังมีดีกรีเป็นถึงนักเปียโนมีชื่อ สไตล์การแต่งตัวดูดีทันสมัย เจ้าตัวจะรู้ไหมนะว่าเขาแอบลอบมองมานานเท่าไหร่...
ตั้งแต่เจอกันที่ระเบียงวันนั้น ภาษาเยอรมันพูดทักทายออกไปเพราะรู้จากมาดามผู้ดูแลว่ามาจากดินแดนแห่งเสียงดนตรีนั่น วันที่ชายหนุ่มล้มไม่เป็นท่าอยู่กลางถนนพร้อมกับจักรยานเจ้ากรรม รอยยิ้มยามเขินอาย รอยยิ้มอันแสนอบอุ่น เขาไม่คิดเลยว่า หนุ่มเวียนนาคนนี้จะทำให้เขาเผลอใจเต้นเสียทุกครั้ง
ถูกเหมือนที่พี่แจจุงว่า คิม จุนซูคนนี้กำลังมีความรัก...
เขาหลงรักหนุ่มนักดนตรีคนนี้ไปเสียแล้ว!!!
……………………………………..
"Oh, don't ever make me cry Through long lonely nights without love Be always true to me Keep this day in your heart eternally…"
ร่างเล็กร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีในห้องกว้าง หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ริมฝีปากบางพึมพำร้องเพลงนี้ให้จบ
แม้ตัวห้องออกจากกว้างขวาง แต่มีเพียงผนังบางๆเท่านั้นที่กันระหว่างห้องร่างสูงกับอีกฝ่าย เสียงใสดังผ่านลอดผนังห้องเข้ามา
ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาใกล้ผนัง ก่อนจะนั่งหันหลังพิงกำแพง เปล่งเสียงออกมาร้องบทเพลงท่อนที่ต่อเนื่องกัน
"Someday we shall return to this place upon the meadow we'll walk out in the rain Hear the birds above singing once again"
สองเสียงสอดประสาน เสียงหนึ่งทุ้มต่ำนุ่มนวล เสียงหนึ่งขึ้นสูงแต่มีพลัง แค่ผนังห้องกั้นผ่าน แต่ความรู้สึกต่างๆยังคงสื่อถึงกันได้ ด้วยบทเพลง
"You'll hold me in your arms and say once again you love me and if your love is true everything will be just as wonderful…"
ทั้งสองห้องตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกว่าต่างคนต่างคลี่ยิ้มกว้างมากขนาดไหน สัมผัสได้ถึงความสุข และความรักที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
โอกาสดีๆแบบนี้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร...
ร่างสูงก้าวออกจากห้องออกมายืนหน้าประตูห้องอีกฝ่าย กลั้นหายใจรวบรวมความกล้า ก่อนจะออกเคาะลงบนประตูไม้ ร่างเล็กเจ้าของห้องเปิดประตูออกมารับ ดวงหน้าหวานแย้มยิ้มแกมสงสัย ว่าทำไมชายหนุ่มถึงมาเคาะประตูห้องเสียดึกดื่น ยูชอนเอ่ยชวนออกไปอย่างใจกล้า
"ไปเดินเล่นกันนะครับ"
…………………………………….
สายลมยามค่ำคืนปะทะผิวกายเนียนนุ่ม มหานครปารีสยามค่ำคืนนี้ดูงดงามและมีเสน่ห์อย่างประหลาด ผิดแปลกจากทุกครั้งที่ได้เห็น
อาจเป็นเพราะคนที่อยู่เคียงข้างด้วยละมั้ง...
มือเล็กถูกอีกฝ่ายกอบกุมไว้ตั้งแต่ออกจากที่พัก แขนแกว่งไปมาตามแรงเหวี่ยงเบาๆยามก้าวเดิน โดยร่างสูงเป็นฝ่ายนำทาง
ถึงแม้จะไม่ใช่คนถิ่นนี้ แต่ยูชอนสามารถจดจำเส้นทางสู่หอไอเฟลได้อย่างแม่นยำ อาจเป็นเพราะเคยล้มกลิ้งอยู่แถวนี้ครั้งหนึ่ง เลยยิ่งจำได้แม่นเป็นพิเศษ
แม่น้ำแซนสะท้อนเงาของหอไอเฟลลงบนผืนน้ำ ยูชอนพาจุนซูมาหยุดอยู่ตรงบริเวณจุดชมวิว สามารถเห็นหอไอเฟลได้ชัดเจน
"สวยมากเลยนะ" จุนซูเอ่ยอย่างเคอะเขิน บรรยากาศแปลกๆแบบนี้มันคืออะไรกันนะ
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววขี้เล่นเงยขึ้นสบตาคนตรงหน้า ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มออกมาบางๆ
"ใช่ครับ แต่ไม่เท่าคุณหรอก..." จงใจหยดคำหวาน ดวงหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงซ่าน อยู่ๆก็พูดอะไรออกมาเนี่ย!!
เสียงร่างสูงกระซิบเบาๆ ไม่ใช่ภาษาเยอรมัน ไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศส หากแต่เป็นภาษาบ้านเกิดเมืองนอน
... 사랑해요...
ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้ใบหน้าของคนเขินอาย จุนซูไม่มีท่าทีว่าปฏิเสธ กลับหลับตาลงช้าๆราวกับต้องมนตร์ จนริมฝีปากนุ่มสัมผัสกัน
กลายเป็นจุมพิตแสนหวาน โดยมีหอไอเฟลและแสงสีแห่งดินแดนน้ำหอมเป็นพยาน...
จริงที่เขาว่า...
ปารีสทำให้เราตกหลุมรักกันมากขึ้น...
...............................
ร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทกำลังจัดหูกระต่ายที่คอของตนให้เข้าที่ หลังจากที่รอคอยมานาน ในที่สุดวันแข่งขันก็มาถึง
การแข่งขันจะเริ่มขึ้นตอนบ่าย แต่เหล่าผู้เข้าประกวดจะต้องไปรายงานตัวแต่เช้าในชุดสากลสุภาพเป็นกฎข้อบังคับของสถานที่ ด้วยเพราะมีจำนวนผู้สมัครเข้าทดสอบจัดอันดับจำนวนมาก ทำให้เขาต้องรีบไปตั้งแต่เนิ่นๆ
ซองจดหมายที่ใส่บัตรเชิญเข้าร่วมชมถูกสอดเข้าไปในช่องรับจดหมายของห้องข้างๆ ป่านนี้ร่างเล็กที่เหนื่อยอ่อนจากการพาเขาเที่ยวเสียหลายทริปคงหลับอยู่
แอบยิ้มกับบานประตูใหญ่หน้าห้องของคนพิเศษ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน มันมีความสุขมาก มากพอๆกับการทำในสิ่งที่รัก จนเขาได้สารภาพออกไป
เมื่อคืนร่างเล็กกลับวิ่งหนีเขาไปก่อนเสียนี่ ไม่เป็นไร...
วันนี้เขาต้องเอาถ้วยรางวัล มาฝากจุนซูให้ได้...
..............................................................
เสียงเปียโนบรรเลงเพลงคลาสสิกแสนไพเราะเสนาะหูคนฟังดังขึ้น ปลุกให้ร่างเล็กที่กำลังหลับใหลตื่นขึ้นจากนิทราอันแสนหวาน
เหตุการณ์เมื่อคืนที่หน้าหอไอเฟลยังคงวนเวียนมาฉายซ้ำอยู่ในสมอง นึกถึงทีไรก็ทำให้หน้าแดงไปเสียทุกที
แต่เขาก็ยังไม่ได้ตอบยูชอน...
บ้าชะมัด จูบกันไปแล้วด้วยซ้ำ แทนที่จะบอกรักตอบ กลับไม่ตอบเขาเสียดื้อๆ วิ่งแจ้นกลับมานอนก่อน ทั้งๆที่ความจริงใจเต้นแทบจะหลุดออกมาแล้วด้วยซ้ำ เพิ่งมาหลับสนิทเอาใกล้เช้านี่เอง
ร่างเล็กลุกขึ้นจากเตียงเดินงัวเงียไปที่ประตู ซองจดหมายสีขาวตกอยู่ที่พรมผืนใหญ่ จุนซูหยิบมันขึ้นมาดู
...สำหรับคนพิเศษของผม...
...Fur Junsu…
เขาฉีกซองออกอย่างเบามือระวังไม่ให้ขาดไปโดนลายมือของอีกฝ่าย ภายในซองบรรจุบัตรเข้าร่วมชมการประกวดของบ่ายนี้ไว้
"ยูชอนนี่น้า...ไม่รู้รึไงว่างานนี้ฉันเข้าฟรี..."
.......................................................
การแข่งขันจัดอันดับความสามารถของเหล่านักเปียโนเริ่มขึ้นแล้ว เหล่านักเปียโนหลายเชื้อชาติต่างมารวมตัวกันในห้องรับรองเพื่อรอเวลาเรียกตัวขึ้นแสดง
เกณฑ์การตัดสินขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง มีทั้งความแม่นยำของตัวโน๊ต ความแม่นยำของจังหวะ การใช้มือซ้ายมือขวาและเท้า และอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการสื่อของผู้เล่น โดยให้เล่นเพียงสามเพลง ส่วนเพลงสุดท้ายเป็นเพลงตามใจฉัน ให้เหล่านักเปียโนโชว์ความสามารถที่มีอยู่ในตัวให้เต็มที่ สามอันดับแรกจะได้รับโล่รางวัล ประกาศเกียรติคุณ และได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในวงดนตรีคลาสสิกของสมาคม ส่วนอันดับอื่นๆ จะมีชื่อในการจัดอันดับใหม่ เรียงตามลำดับคะแนน และรอวัดผลอีกครั้งในการแข่งขันคราวหน้า
"No.14 Mr. Park Yuchun, stand by please"
เสียงโฆษกหญิงประกาศเรียกชื่อชายหนุ่มให้เตรียมตัว ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตามผู้ดูแลการแข่งขันไป
..........................................................
ณ ที่นั่งแถวหน้าสุด จุนซูกับแจจุง รุ่นพี่รุ่นน้องคู่หูคู่ฮาของสมาคมกำลังนั่งรอชมการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่อ
"วันนี้พี่จะได้เห็นแล้วสินะ คนพิเศษของจุนซูน่ะ" ผู้เป็นรุ่นพี่เอ่ยล้ออีกฝ่าย
"เขาไม่ใช่คนพิเศษของผมสักหน่อย" จุนซูกล่าว พลางเสหน้าไปทางอื่น
"ไม่ใช่แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยหืม...น้องรัก"
"ไม่พูดด้วยแล้ว!!" ร่างเล็กว่าอย่างงอนๆ แจจุงหัวเราะออกมาเบาๆ
พลันแสงไฟทั่วหอประชุม เหลือเพียงสปอร์ตไลท์บนเวทีดวงใหญ่เท่านั้นที่ส่องแสงจ้า เสียงผู้ดำเนินการแข่งขันกล่าวแนะนำตัวผู้สมัครหมายเลขที่จุนซูรอคอย
"Please welcome Mr. Park Yuchun"
เสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากเสียงพิธีกรสาวเงียบลงก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทจะเดินเข้ามาบริเวณเวที โค้งทำความเคารพคณะกรรมการอย่างอ่อนน้อม ก่อนเคลื่อนกายเข้ามานั่งที่แกรนด์เปียโนสีดำสนิท
คนนี้เองเหรอ... คนพิเศษของจุนซู...
ดีไซน์เนอร์หนุ่มประเมินร่างสูงบนเวทีด้วยสายตา รสนิยมดีใช่เล่น ขนาดใส่ชุดสากลดูสุภาพแต่ก็ไม่เนี้ยบจนเกินงาม
ปลายนิ้วเรียวจรดลงบนแป้นคีย์สีขาวสะอาดก่อนจะลงมือเล่นเพลงบังคับเพลงแรก Rachmaninoff Concerto No.2 เพลงที่อาศัยการเคลื่อนไหวของปลายนิ้วในการเร่งจังหวะ
อืม...เพราะกว่าคนอื่นที่ผ่านๆมาแฮะ...
แจจุงคิด ให้ตายสิ เล่นเปียโนก็เก่ง บุคลิกก็ดี รสนิยมแต่งก็เยี่ยม แถมดูท่าทางแล้วอนาคตไกล โอย น่าอิจฉา เอาละผ่านเซนเซอร์ คิม แจจุงไฟเขียวให้คบกับจุนซูตามสบาย!!!
ผู้เป็นรุ่นพี่เหลือบมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ เจ้าตัวเล็กจับจ้องร่างสูงบนเวทีตาไม่กระพริบ
คงจะหลงรักเขาเข้าเต็มๆแล้วละสิ...
เพลงบังคับเพลงแรกจบลงแล้ว ร่างสูงบนเวทีชำเลืองมองหาคนพิเศษของตนด้วยหางตาก็พบว่าคนๆนั้นนั่งอยู่แถวหน้า รอฟังบทเพลงที่ตัวเองจะเล่นอย่างใจจดใจจ่อ
บทเพลงบังคับเพลงที่สองเริ่มขึ้น เป็นท่วงทำนองของเพลงสากลที่ได้ชื่อว่าเพราะที่สุดในโลก Canon in D ของ Patchable
ทั่วท้องหอประชุมเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงนั่นราวกับต้องมนตร์สะกด เพลงนี้มักใช้เล่นในพิธีแต่งงานเพื่ออวยพรให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวหลังจากแลกแหวนและมอบจุมพิตสาบานกับพระเจ้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้เล่นกำลังมีความรัก และมีความสุขมากขนาดไหน จนมาถึงเพลงสุดท้าย
ร่างสูงบทเวทีเอ่ยถามคณะกรรมการเป็นภาษาเยอรมันไม่ยาวนัก ภาษาที่จุนซูแปลไม่ออกและฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ลำบากถึงพี่แจจุงต้องกลายร่างเป็นล่ามจำเป็น
"เขาถามกรรมการว่าขอร้องด้วยได้มั้ย กรรมการเขาบอกว่าได้" แจจุงแปลให้เสร็จสรรพ ก่อนจะหันไปสนใจกับร่างสูงบนเวทีต่อ
ร้องเพลงเหรอ...ยูชอนจะร้องเพลงอะไรนะ...
จุนซูนึกสงสัยอยู่ในใจ นักดนตรีหนุ่มบนเวทีหันมาสบตาอีกฝ่ายพลางคลี่ยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นเสียจน สาวนักบัลเล่ต์หลายคนที่ร่วมชมอยู่ด้วย ละลายไปตามๆกัน แม้แต่แจจุงซึ่งมีเจ้าของอยู่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วก็ตาม
ร่างสูงขยับไมโครโฟนให้เข้าที่เข้าทางเพื่อที่เขาจะได้สะดวกเวลาร้องและเล่นบทเพลงนี้ เพื่อมอบให้ใครคนหนึ่ง....คนพิเศษของเขา...
คิม จุนซู...
Girl, Let me prove that my love is real
ได้โปรดให้ผมพิสูจน์รักแท้ด้วยเถอะ
I'll give all my love to you, Please Trust me
ผมจะมอบความรักทั้งหมดให้คุณ โปรดเชื่อผม
Girl, Let me prove that my love is real
ได้โปรดให้ผมพิสูจน์รักแท้ด้วยเถอะ
I'll give all my love to you, Please Trust me
ผมจะมอบความรักทั้งหมดให้คุณ โปรดเชื่อผม
믿어요 첫눈에 반한다는 말을 믿어요
มี-ดอ-โย ชอท-นู-เน พัน-ฮัน-ดา-นึน มา-รึล มี-ดอ-โย
ผมเชื่อครับ...ผมเชื่อว่าเพียงแค่แวบเดียวก็สามารถตกหลุมรักได้
그대에겐 아니라고 말했지만
คือ-เด-เอ-เกน อา-นี-รา-โก มัล-เรท-จิ-มัน
ผมไม่อยากจะบอกคุณไปแต่ว่า...
나를 경솔하게 바라볼까봐 감춰왔을 뿐이죠
นา-รึล คยอง-ซล-รา-เก พา-รา-บล-กา-บวา คัม-จวอ-วา-ซึล ปู-นี-จโย
เพราะผมกลัวว่าคุณจะมองมาที่ผมยามเผลอ ทำได้แค่แอบซ่อนความคิดนั้นไป
บทเพลงรักหวานของศิลปินวงทงบังชินกิที่แสนโด่งดัง ถูกขับร้องด้วยชายหนุ่มผู้หนึ่ง หนุ่มนักดนตรีธรรมดา ที่เดินทางตามความฝัน จนได้พบกับความรักเข้าด้วยโดยบังเอิญ
사실 난 그대를 처음봤던 그 순간부터
ซา-ชิล นัน คือ-เด-รึล ชอ-อึม-บวัส-ตอน คือ ซุน-กัน-บุ-ทอ
ความจริงแล้ว ทันทีที่ผมได้เห็นคุณครั้งแรก
온종일 그대생각에 살았었죠
อน-โจ-งิล คือ-เด-เซง-คา-เก ซา-รัท-ซอท-จโย
ผมก็คิดถึงแต่คุณทั้งวัน
아침에 눈뜨고 잠들 때까지
อา-ชี-เม นุน-ตือ-โก ชัม-ทึล เต-กา-จี
ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาตอนเช้าจนถึงเข้านอน
한 생각뿐이었죠
ฮัน เซง-กัก-ปู-นี-ออท-จโย
สิ่งเดียวที่คิดก็คือ คุณ
ทั้งหอประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ต่างหลงใหลไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลนั่น แม้หลายคนจะฟังภาษาเกาหลีไม่ออก แต่ความรู้สึกที่ชายหนุ่มถ่ายทอดออกมา ทั่วทั้งหอประชุมสารถรับรู้ได้
ส่วนคนที่รู้ความหมายของบทเพลงทั้งคู่ถึงกับหน้าร้อนผ่าว คิม แจจุง ถึงกับต้องปิดหูไม่ยอมฟังเพลงนั่นเลยทีเดียวเพราะกลัวเผลอใจไปกับคนพิเศษของรุ่นน้อง ซึ่งสะกดหัวใจผู้ชมได้มากมาย
I believe in you 그댈 바라보는 이 시선가득
I believe in you คือ-เดล พา-รา-โบ-นึน อี ชี-ซอน-กา-ทึก
ผมเชื่อในตัวคุณ ผมจะส่งความรู้สึกทั้งหมดของผมผ่านทางสายตาที่ผมมอง
내가 갖고 있는그댈 향한 마음 모두 담아 보내리
เน-กา คัท-โก อิน-นึน คือ-เดล ฮยาง-ฮัน มา-อึม โม-ดู ทา-มา โบ-เน-รี
ผมจะต้องซ่อนความรู้สึกจากคุณอย่างไร
너무 쉽게 들키고 싶지않은 내 마음 알고있나요
นอ-มู ชวีบ-เก ทือ-กี-โก ชิบ-จี-อา-นึน เน มา-อึม อัล-โก-อิน-นา-โย
คุณเคยรู้บ้างมั๊ยว่าหัวใจของผมรู้สึกอย่างไร
그대 나를 훌쩍 떠나버릴것만 같은 두려움까지 그대
คือ-เด นา-รึล ฮุล-จอก ตอ-นา-บอ-ริล-กอส-มัน คา-ทึน ทู-รยอ-อุม-กา-จี คือ-เด
แม้แต่ความรู้สึกกลัวว่าซักวันหนึ่งคุณอาจจะจากผมไป
เพลงจบร้องพร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้อง ชายหนุ่มลุกขึ้นโค้งขอบคุณเหล่าคณะกรรมการและผู้ชม ก่อนจะลงจากเวทีไป
…………………………………………………
ผลการตัดสินเป็นไปตามความคาดหมาย หนุ่มนักดนตรีสัญชาติเกาหลีเพียงคนเดียวในการประกวดครั้งนี้คว้ารางวัลที่หนึ่งได้ด้วยคะแนนท่วมท้นจากเหล่าคณะกรรมการ
แสงแฟลชวูบวาบกระหน่ำถ่ายรูปดาวดวงใหม่แห่งวงการเพลงคลาสสิก ยูชอนยืนยิ้มอยู่บนโพเดียมพิธีการ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเหล่าคณะกรรมการและผู้ที่ให้การสนับสนุนเขา
จุนซูยืนอยู่ ณ ชั้นลอยของห้องพิธีการซึ่งสามารถมองเห็นเหตุการณ์บนเวทีได้อย่างชัดเจน เขาเลือกที่จะยืนมองอยู่ห่างๆมากกว่าเข้าไปร่วมแสดงความยินดีอย่างแออัดแทบขยับไม่ได้บนเวทีข้างล่าง
ร่างเล็กเดินเตร่ออกจากที่จัดการแข่งขัน สมองทั้งส่วนซีรีบรัมและซีรีเบลรัมกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบกับคำถามที่มีอยู่ภายในใจของตน
ยูชอนร้องเพลงนั่นให้เขาหรือ...เขาไม่เข้าใจ...
เพียงระยะเวลาไม่ถึงเดือน...เขาจะแน่ใจได้เหรอ...
ว่าความรู้สึกที่ยูชอนบอก ความรู้สึกที่ยูชอนมอบให้...
มันเป็นของจริง...
............................................................................
เสียงเปิดประตูดังมาจากห้องข้างๆ ยูชอนคงกลับมาแล้ว...
ร่างเล็กค่อยๆแง้มประตูห้องของตนเองเปิดออก แม้จะรู้สึกสับสนกับคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ แต่ในเมื่อร่างสูงข้างห้องเพิ่งได้รางวัลมาหมาดๆ จะไม่ไปแสดงความยินดีเสียหน่อยคงหน้าเกลียด
จุนซูออกมายืนหน้าห้องอีกฝ่าย มือเล็กเคาะประตูห้องสองสามทีตามมารยาท ก่อนจะสังเกตว่าไม่ได้ล๊อก จึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป
ทำนองเพลงมิทดอโยของทงบังชินกิช่วงต่อจากในหอประชุมดังขึ้น ร่างเล็กสาวเท้าเข้าไปใกล้โล่รางวัล ช่อดอกไม้และประกาศนียบัตรถูกวางไว้บนโต๊ะรับแขก ส่วนเจ้าของรางวัลนั่งเล่นเปียโนอยู่ไม่ไกลนัก
ร่างสูงเมื่อรู้ว่าร่างเล็กเดินเข้ามาเยี่ยมเยียนก็กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้
"ผมสอนเล่นไหม" ยูชอนถาม ร่างเล็กพยักหน้าเบาๆ เอาอย่างนั้นก็ได้
ชายหนุ่มจับร่างเล็กนั่งลงบนตัก แขนซ้ายขวาโอบผ่านอีกฝ่ายยื่นไปยังแผงคีย์ มือข้างหนึ่งที่ว่างจับมืออีกฝ่ายวางประจำที่แทนมือซ้ายตน
"พอผมเล่น จุนซูกดคีย์ตามแบบนี้นะครับ"
สาธิตให้อีกฝ่ายดูก่อนร่างเล็กจะทำตามอย่างเงอะๆงะๆ
ไม่ให้กดพลาดได้ไง ก็เล่นหายใจรดต้นคอเขาแบบนี้!!
"อีกทีสิครับ" ยูชอนกล่าวกระซิบข้างใบหูนิ่ม ชวนอีกฝ่ายให้อารมณ์เตลิด เล่นผิดเล่นถูก
"อย่าแกล้งกันได้ไหมเล่า!!" ร่างเล็กตะโกนเสียงดัง
"เล่นใหม่สิครับจุนซู"
คนที่ทั้งเขินทั้งอายพยายามตั้งสมาธิ ในที่สุดมือซ้ายของคิม จุนซู กับมือขวาของปาร์ค ยูชอน ก็สามารถเข้าจังหวะกันได้ไม่มีผิดเพี้ยน
"ได้แล้วเห็นมั้ย" เสียงทุ้มต่ำกระซิบ
"ร้องเพลงพร้อมกันเลยนะครับ ต่อจากบนเวทีนะ..."
บทเพลงรักหวาน ถูกขับขานต่อ ด้วยเสียงของคนทั้งสอง
I believe in you 그댈 바라보는 이 시선가득
I believe in you คือ-เดล พา-รา-โบ-นึน อี ชี-ซอน-กา-ทึก
ผมเชื่อในตัวคุณ ผมจะส่งความรู้สึกทั้งหมดของผมผ่านทางสายตาที่ผมมอง
내가 갖고 있는그댈 향한 마음 모두 담아 보내리
เน-กา คัท-โก อิน-นึน คือ-เดล ฮยาง-ฮัน มา-อึม โม-ดู ทา-มา โบ-เน-รี
ผมจะต้องซ่อนความรู้สึกจากคุณอย่างไร
너무 쉽게 들키고 싶지않은 내 마음 알고있나요
นอ-มู ชวีบ-เก ทือ-กี-โก ชิบ-จี-อา-นึน เน มา-อึม อัล-โก-อิน-นา-โย
คุณเคยรู้บ้างมั๊ยว่าหัวใจของผมรู้สึกอย่างไร
그대 나를 훌쩍 떠나버릴것만 같은 두려움까지 그대
คือ-เด นา-รึล ฮุล-จอก ตอ-นา-บอ-ริล-กอท-มัน คา-ทึน ทู-รยอ-อุม-กา-จี
แม้แต่ความรู้สึกกลัวว่าซักวันหนึ่งคุณอาจจะจากผมไป
이렇게 그대 곁에 있는다면
อี-ร็อค-เค คือ-เด คยอ-เท อิน-นึน-ดา-มยอน
ถ้าผมสามารถยืนอยู่เคียงข้างคุณได้แบบนี้
결국엔 아무것도 모른다면
คยอล-กุ-เกน อา-มุ-กอท-โด โม-รึน-ดา-มยอน
ในที่สุด ผมก็คงไม่รู้ว่า
얼마나 내가 그댈 사랑했는지
ออล-มา-นา เน-กา คือ-เดล ซา-รัง-เฮน-นึน-จี
...ไม่รู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน
I believe in you 그댈 바라보는 이 시선가득
I believe in you คือ-เดล พา-รา-โบ-นึน อี ชี-ซอน-กา-ทึก
ผมเชื่อในตัวคุณ ผมจะส่งความรู้สึกทั้งหมดของผมผ่านทางสายตาที่ผมมอง
내가 갖고 있는그댈 향한 마음 모두 담아 보내리
เน-กา คัท-โก อิน-นึน คือ-เดล ฮยาง-ฮัน มา-อึม โม-ดู ทา-มา โบ-เน-รี
ผมจะต้องซ่อนความรู้สึกจากคุณอย่างไร
너무 쉽게 들키고 싶지않은 내 마음 알고있나요
นอ-มู ชวีบ-เก ทือ-กี-โก ชิบ-จี-อา-นึน เน มา-อึม อัล-โก-อิน-นา-โย
คุณเคยรู้บ้างมั๊ยว่าหัวใจของผมรู้สึกอย่างไร
그대 나를 훌쩍 떠나버릴것만 같은 두려움까지 그대
คือ-เด นา-รึล ฮุล-จอก ตอ-นา-บอ-ริล-กอส-มัน คา-ทึน ทู-รยอ-อุม-กา-จี
แม้แต่ความรู้สึกกลัวว่าซักวันหนึ่งคุณอาจจะจากผมไป
I can't let you go
ผมปล่อยคุณไปไม่ได้
"You are the only one in my life" ร่างสูงกระซิบประโยคสุดท้ายในบทเพลง บอกอีกฝ่าย ก่อนจะตามด้วยความรู้สึกภายในใจ
"มันอาจจะดูเร็วไปหน่อย แต่ผมรักคุณจริงๆ" ยูชอนกล่าว แต่จุนซูเสใบหน้าไปทางอื่น
"จุนซู คุณร้องไห้ทำไมครับ" ร่างสูงเอ่ยเมื่อสังเกตเห็นหยดน้ำใสไหลออกจากดวงตาคู่นั้น
"ฉันดีใจ" ร่างเล็กกล่าวเสียงสั่น คำถามที่ค้างคาอยู่ ถูกตอบจนกระจ่างแล้ว
"ปาร์ค ยูชอน ฉันเชื่อนายได้ใช่ไหม" จุนซูย้ำถาม ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะตอบ
"ผมรักคุณ คิม จุนซู"
ร่างเล็กโผเข้ากอดอีกฝ่าย ริมฝีปากกระซิบบอกความในใจ ที่ทำให้ร่างสูงยิ้มกว้างมากกว่าเดิม ริมฝีปากอิ่มประทับลงบนกลีบปากบาง มอบรสจูบหวานล้ำปรนเปรอให้แก่กันจนเมามายกับความรัก จูบแบบฝรั่งเศสที่ว่าโรแมนติกนักหนา ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาทั้งสองคน
"อ้ะ อือ ยูชอน"
ร่างเล็กส่งเสียงครางออกมาเบาๆเมื่ออารมณ์ถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้น
"ไปต่อกันที่เตียงนะ"
ก่อนจะตามมาด้วยค่ำคืนอันแสนหวานและเร่าร้อน ที่มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบเรียกชื่ออีกฝ่าย อย่างสุขสม พร้อมทั้งมอบความรัก ปรนเปรอซึ่งกันและกัน
และสาบานว่าจะรักมั่น ตราบจนชีวิตจะหาไม่...
.......................................................................
…You'll hold me in your arms And say once again you love menAnd if your love is truenEverything will be just as wonderful…
ในที่สุดบทเพลงหวาน กับท่วงทำนองนั้น...
ก็กลายเป็นเพลงรักที่สมบูรณ์…
fin
++++
Talk~
ช่วงนี้ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง จังหวะรัก หัวใจดนตรีแล้วถูกใจท่านจิอากิมากเลยค่า 555+ ยิ่งดูยิ่งกรี๊ด ตอนนี้กลายเป็นว่าฟังทั้งเคป๊อปกับดนตรีคลาสสิคไปแล้ว
ต้นน้ำเอาฟิคเรื่องนี้มาลงอีกรอบ หลายคนคงเคยได้อ่านจากในคิส โปรเจคกันมาบ้างแล้ว
ต้นน้ำแอบเปลี่ยนอะไรบางอย่างในเนื้อเรื่องด้วยน้า จะมีใครสักเกตมั้ยหนอ
นานๆจะแต่งยูซูที แต่งออกมาก็หวานปานนี้แหละเจ้าค่า
เผลอๆอาจจะมีพาร์ทหน้าออกมา ถ้าอาการคลั่งออเครสตร้ายังไม่ทุเลา ^ ^
อยากอ่านพาร์ทต่อไปกันมั้ย 555+ แชร์เสียงคนอ่านกันดีกว่า~*
^________________^ ขอบคุณทุกคนค่า
ป.ล.เจ๊โบว์จ๋า ขอบคุณเจ๊มากสำหรับพรูพนะจ้ะ รักน้าค้า~~
edit @ 3 Dec 2008 21:11:25 by Scuro*Sky
edit @ 3 Dec 2008 21:14:43 by Scuro*Sky